knowlege

  
1.ให้สมองทำงาน

          ตอบสิว่าอะไรคือสิ่งแรกที่คุณจะทำเพื่อพัฒนาสนองอุปกรณ์ที่ลับสมองได้ดีที่สุดก็คือ...รองเท้าผ้าใบค่ะ งงล่ะสิ เมื่อใดที่คุณสวมรองเท้าผ้าใบคุณสามารถกระตุ้นอาการ เต้นของหัวใจได้คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกายค่ะมันสามารถช่วยให้ลด การสูญเสียเนื้อเยื่อในสมองได้ค่ะ

2.
ให้อาหารสมอง

         การกินอาหารที่มีโมเลกุลที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้จะช่วยให้สารอนุมูลอิสระเป็น กลางและไม่ก่ออันตราย ผักผลไม้ที่มีสีสันมันจะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ ถั่วต่างๆ เมล็ดพืช ธัญพืชและเครื่องเทศอาหารใดกินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายมันก็คืออาหารชั้นยอดของสมองเช่นกัน

3.
เร่งความเร็ว

        โดยธรรมชาติสมองจะเริ่มทำงานช้าลงเมื่ออายุเริ่มขึ้นเลข 3 แต่คนเราไม่ว่าจะอายุเท่าใด ก็สามารถฝึกสมองให้ทำงานเร็วขึ้นได้ สมองของคุณคือกลไกแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ที่เราได้รับมักผ่านทางคำพูดโปรแกรมการฝึกสมองนี้จึง เกี่ยวข้องกับภาษาและการฟังเพื่อให้เกิดการแม่นยำและเร็วขึ้นคุณอาจจะฝึกแยกเสียง ก็ได้เหมือนกันค่ะ

4.
สงบนิ่ง

         การลับสมองเป็นเรื่องสำคัญแต่...การสงบนิ่งก็สำคัญไม่แพ้กันความเครียดในระดับสูง มีผลร้ายต่อเซลล์สมอง ความเครียดจะรบกวนกระบวนการรับรู้และการจำดังนั้นคุณก็ควรจะละความเครียดทั้งหมดมานั่งฝึกสมาธิสงบนิ่งกัน

5.
พักสมอง

        พลังสมองที่ได้จากความสงบนิ่งคือความคิดสร้างสรรค์จากการนอน การที่เรานอนหลับไปกับปัญหามันได้ผลจริงๆค่ะ

6.
หัวเราะบ้าง

        อารมณ์ขันกระตุ้นส่วนต่างๆของสมองซึ่งสามารถใช้โดปามีนเป็นสารนำส่งความรู้สึกดีให้เกิดขึ้น

7.
ยิ่งแก่ยิ่งเก่ง

        คุณเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า อาบน้ำร้อนมาก่อนไม๊เมื่อวัยของคุณเพิ่มขึ้นคุณได้บันทึก ภาพและข้อมูลทางสังคมไว้นับล้านๆภาพซึ่งคุณสามารถเรียกใช้ได้ทุกเวลาเลยทีเดียว
Credit by  http://blog.eduzones.com/ooyellyoo/8051

เคล็ดลับพัฒนาสมองวัยเยาว์

 

เทคนิคการจำ ต้องเริ่มตั้งแต่รับข้อมูล

 

 

 

       บางสิ่งที่อยากจำเรากลับลืม บางสิ่งที่อยากลืมเรากลับจำ คนเรานี้คิดให้ดีก็น่าขัน อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ

      

       เป็นท่อนฮุกของบทเพลงของนักร้องสาวดูโอที่เคยโด่งดังมากในอดีตเมื่อสมัยดิฉันเป็นวัยรุ่น เชื่อว่าหลายๆ ท่านก็เคยโดนใจและเห็นด้วยกับประโยคที่ว่านั่นกันมาบ้างแล้ว

 

       ตอนฟังบทเพลงๆ นั้นยังจำได้ว่าเห็นด้วยและชื่นชอบจัง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ จำ บทเพลงนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเราอยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ...!! เพราะมันเกี่ยวข้องกับสมองโดยตรงของเรานั่นเอง

  

   สมองคนเรามีความจำแบบไหน?

 

       แบบที่มี การจำอัตโนมัติ มีทั้งการจำผ่านการท่องซ้ำๆ และมีการจำแบบมีเรื่องราว เหตุการณ์ รวมถึงจำแบบมีการเชื่อมโยง

      

       ส่วนเรื่องที่คนเรามักจะจดจำมีเรื่องอะไร แบ่งคร่าวๆ ในเรื่องหลักๆ ได้ดังนี้

 

       - จำภาษา คำพูด

       - จำบุคคล สถานที่ ตัวเลข

       - จำเหตุการณ์เรื่องราว

      

       แต่...ก่อนที่คนเราจะเกิดความจำขึ้นมาได้ ต้องมีการรับข้อมูลต่างๆ ก่อน

      

       เริ่มจากเมื่อมีข้อมูลผ่านเข้ามาในสมอง ข้อมูลจะถูกส่งไปที่สมองส่วนกลาง (ธาลามัส) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโอเปอร์เรเตอร์ในสมอง และจะคอยส่งข้อมูลไปยังสมองส่วนต่างๆ เช่น ถ้ามองเห็นภาพ ก็จะส่งไปยังสมองส่วนรับภาพ และถ้าเป็นการฟังก็จะส่งต่อไปยังส่วนการรับฟัง ฯลฯ และเมื่อกระบวนการส่งข้อมูลถูกต้องครบถ้วน สมองที่ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับความจำ คือ ฮิปโปแคมปัส และอะมิกดาลา จะรับช่วงต่อว่าจะจัดการข้อมูลนั้นๆ อย่างไร

      

       ถ้าข้อมูลที่เป็นเรื่องราวปกติ ฮิปโปแคมปัสจะเก็บไว้จนกว่าจะถูกลำเลียงเข้าไปอยู่ในความทรงจำระยะยาวบริเวณสมองส่วนหน้า และจัดเข้าไปอย่างเป็นระเบียบเพื่อจะนำไปใช้ในอนาคต แต่ถ้าเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เป็นหน้าที่ของอะมิกดาลา

      

       ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) อยู่ลึกเข้าไปในสมองส่วนขมับ ทำหน้าที่จัดกระบวนความรู้ที่ปรากฏจริงรอบๆ ตัวเรา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดเก็บข้อมูลจากความทรงจำระยะสั้น เข้าไปเก็บไว้ระบบความทรงจำระยะยาว ซึ่งเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้ตลอดชีวิต การจัดเก็บความทรงจำในเด็กอายุก่อน 10 ปี จะเกิดขึ้นในขณะเด็กหลับ จึงเป็นเหตุผลว่าเด็กควรได้นอนเต็มที่อย่างน้อย 9 - 10 ชั่วโมงต่อวัน

      

       อะมิกดาลา (Amygdala) อยู่บริเวณสมองส่วนกลาง เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ โดยเฉพาะความรู้สึกพื้นฐาน เช่น ความกลัว ความก้าวร้าว ทำหน้าที่จัดระบบด้วยความรู้สึก ในช่วงวัยรุ่นจะใช้สมองส่วนนี้มาก จึงไม่แปลกถ้าวัยรุ่นจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

      

       และนั่นหมายรวมไปถึงว่า เหตุใดเวลามีเรื่องราวประทับใจ หรือมีเรื่องเศร้ากระทบกระเทือนจิตใจ เราจึงสามารถจดจำได้ดี ก็เพราะสมองส่วนนี้ทำงานนั่นเอง ฉะนั้น การที่จะทำให้เด็กมีความจำที่ดี พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่ามีส่วนสัมพันธ์กับสมอง เด็กจะมีความจำดีได้ ต้องเริ่มจากการรับข้อมูล และมีกระบวนการเรียนรู้เบื้องต้นที่ดีก่อน

      

       และ...การรับข้อมูลที่ดีที่สุด คือ รับผ่านประสาทสัมผัส

 

      

       การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เพื่อให้เซลล์ประสาทในสมองรับความรู้สึกต่างๆ ทั้งการมองเห็นภาพ ได้ยินเสียง รับรู้กลิ่น ได้รับความรู้สึกทางผิวหนัง ความรู้สึกที่ได้รับจะถูกส่งไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ในสมอง

      

       เมื่อสมองทำการกรองจัดลำดับความสำคัญแล้วก็จะถูกบันทึกไปยังส่วนความจำ ฉะนั้น การให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ ด้วยอารมณ์และความรู้สึกในขณะที่เรียนรู้เป็นด้านบวก ก็จะยิ่งทำให้ความทรงจำที่ดีเข้าไปประทับอยู่ในสมองเด็กมากขึ้น

      

       ยิ่งถ้าวัยขวบปีแรก เด็กได้รับการรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสในด้านบวกอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เด็กทีแนวโน้มมีความจำที่ดีเมื่อโตขึ้น

      

       การมีความจำที่ดี นอกจากผู้ใหญ่ต้องส่งเสริมให้เด็กได้ประสบการณ์ต่างๆ แล้ว ยังต้องขึ้นกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ด้วย เด็กควรได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างเพียงพอเหมาะกับวัย และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ รวมถึงสภาวะจิตใจที่พร้อมด้วย

      

       แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของคนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็กมักจะมีคำถามเรื่องความจำที่เอนไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเรียนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกเรียนหนังสือแล้วมักจำไม่ค่อยได้ ต้องท่องจำซ้ำๆ บ่อยๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงต้องฝึกเรื่องการจำโดยการรับข้อมูลตั้งแต่วัยทารก ไม่ใช่ฝึกเมื่อตอนเข้าโรงเรียน

      

       ที่สำคัญ คนเป็นพ่อแม่ต้องเข้าใจด้วยว่า เด็กบางคนเรียนวิชาท่องจำทำได้ดี ในขณะที่เด็กบางคนไม่ถนัดเรื่องการท่องจำ แต่ชอบเรื่องการทำความเข้าใจ ก็เพราะมีความแตกต่างในเรื่องของสมอง แต่ถ้าเด็กบางคน ขยันหมั่นท่องจำบ่อยๆ ซ้ำๆ ท้ายสุดก็สามารถจำได้

      

       และนั่นหมายความว่า ต้องกลับไปดูตั้งแต่การรับข้อมูลของเด็กด้วยว่าเป็นอย่างไร แล้วเหตุใดต้องมีเทคนิคเกี่ยวกับความจำ โดยสังเกตดูว่าลูกเราเรามีความถนัดในเรื่องใด การจะเสริมให้ลูกมีความจำที่ดีก็สามารถทำได้

      

       เทคนิคเสริมสร้างความจำให้ลูก ?

      

       หนึ่ง  - ให้ลูกรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้

      

       สอง  - ฝึกฝนการจำแบบท่องจำ เพราะบางเรื่องราวต้องอาศัยการท่องจำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน โดยเฉพาะบรรดาสูตรต่างๆ ที่ต้องอาศัยการท่องจำซ้ำๆ บ่อยๆ

      

       สาม  - ฝึกให้ลูกจดจำเรื่องราวเป็นเหตุการณ์ จะทำให้จดจำง่ายกว่าการจำเป็นท่อนๆ แต่ให้จำด้วยเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ เช่น ลูกจำได้ไหม เราเคยไปในสถานที่นี้ด้วยกัน แล้วตอนนั้นลูกทำอะไรนะ ที่ทำให้ลูกได้ขนมเป็นรางวัล ข้อนี้อาจจะต้องใส่รายละเอียดให้จดจำเรื่องราวดีๆ ในทางบวก จะช่วยกระตุ้นความจำได้ดีขึ้น

      

        สี่    - จำแบบซับซ้อนมากขึ้น ด้วยการสังเกตว่าลูกถนัดในเรื่องใด เช่น ลูกจำตัวเลขเก่ง ก็พยายามเชื่อมโยงเรื่องราวนั้นๆ ด้วยตัวเลข ก็จะทำให้ลูกจดจำเรื่องนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

      

       การสอนให้ลูกมีความจำที่ดี ต้องเริ่มสร้างตั้งแต่เล็ก เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นสมองแห่งการเรียนรู้ของลูก โดยจะเชื่อมต่อมาจากการรับรู้ ถ้าการรับรู้ในเบื้องต้นดีแล้ว กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงไปสู่สมองก็จะเป็นระเบียบ และทำให้เด็กสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

      

      ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://www.thaihealth.or.th/node/9923